ดิฉันยังจำวัน ที่ดิฉันและสามีเก็บเข้าเก็บของของลูก เพื่อพาลูกกลับบ้าน ที่วอร์ดเด็ก ๕ ได้ดี เข้าของ อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ที่ต้องนำกลับบ้าน ไปดูแลพยาบาลลูกต่อที่บ้าน มีเยอะแยะมากมายก่ายกอง ทั้งเครื่องพ่นยา เครื่องดูดเสมหะ กล่องสายดูดเสมหะหลายกล่องวางเรียงราย และอื่นๆ อีกมาก ที่จำเป็นต่อการพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านระบบหายใจ และยังจำได้ดีถึงคำพูดของคุณหมออรุณวรรณ คุณหมอพูดว่า
กลับบ้านเถอะแม่น้องชาลี บ้านย่อมดีกว่าโรงพยาบาลเสมอ
ในตอนนั้น ดิฉันคิดไม่ออกหรอกว่า ในสภาพของลูกที่นอนหายใจ โดยมีเครื่องมือแพทย์อยู่เต็มตัวนั้น บ้านจะดีไปกว่าโรงพยาบาลได้อย่างไร แต่หลังจากที่กลับมาบ้าน มาอยู่ที่บ้าน สิ่งแรกที่สุด ที่ดิฉันต้องเตรียมโดยเร่งด่วน คือ... ใจ ของดิฉันเอง ผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยต้องมีสภาพจิตใจที่พร้อมและมั่นคง พร้อมที่จะยอมรับในสภาพของผู้ป่วย และสภาพของตัวเองที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องจริง ที่จะเกิดขึ้นต่อไป นับตั้งแต่ที่ก้าวเท้าออกจากโรงพยาบาล
คนดูแลผู้ป่วยจะต้องเชื่อมั่นในตัวเองเป็นอันดับแรก โรงพยาบาลและคุณหมอจะมีความสำคัญเป็นอันดับรอง เพราะผู้ดูแลจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่สุด ดังนั้นดิฉันจะต้องมั่นใจในตัวเองเสียก่อน จะต้องพึ่งตัวเองให้ได้ จะต้องไม่ฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับโรงพยาบาลและแพทย์ แพทย์จะเป็นที่ปรึกษาในเวลามีปัญหาหรือเกิดเหตุการณ์วิกฤต บ้านและผู้ดูแลจะต้องพร้อมที่จะรองรับสภาพของผู้ป่วย
เมื่อกลับมาบ้านและทุกอย่างลงตัวเข้าที่ เมื่อใจพร้อมและบ้านพร้อม ดิฉันถึงได้เข้าใจในคำพูดของคุณหมออรุณวรรณว่า บ้านย่อมดีกว่าโรงพยาบาลนั้น มันคืออะไร เหมือนกับที่เราพูดกันว่า บ้านคือวิมานของเรา ช่างตรงกับฝรั่งชาติตะวันตกที่พวกเขาก็พูดว่า Home is where the heart is. เรามีทุกอย่างที่บ้าน มีความอบอุ่น มีพ่อ มีแม่ มีญาติพี่น้อง ที่คอยให้กำลังใจ และที่สำคัญที่สุด คือ ใจของเราอยู่ที่บ้าน ชาลีได้หัดพลิกคว่ำพลิกหงายอีกครั้งก็ที่บ้าน ได้หัดเดินก็ที่บ้าน ซึ่งถ้าอยู่โรงพยาบาล คงต้องพลิกคว่ำพลิกหงายกันบนเตียงผู้ป่วย คงไม่ได้ออกไปเดินในสวน เก็บเม็ดต้อยติ่งมาลอยน้ำในบ่อ ให้มันระเบิดดังแป๊ะ...แป๊ะ...กับพี่ช้าง ชาลีกับดิฉันกลับมาบ้าน มาตั้งต้นชีวิตกันใหม่ที่บ้าน ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งชาลีจะหายป่วย
บ้านและครอบครัวของเรา โดยมีคุณหมอและโรงพยาบาลคอยให้ความช่วยเหลือ ช่วยกันฝ่าฟันอุปสรรค ช่วยกันดูแล จนปัจจุบันนี้ครอบครัวของเราเดินทางมาถึงจุดที่บ้านเป็นบ้านจริงๆ ครอบครัวของเรา ณ ขณะนี้มีความสุขดี ชาลีเป็นเด็กปกติทุกประการเหมือนเด็กในวัยเรียนทั่วไป สุขภาพในตอนช่วงที่เขาอยู่ประถม 1-3 ค่อนข้างอ่อนแอ มักเป็นไข้หวัดได้ง่าย แต่เนื่องจากแพทย์ที่รักษาได้ทราบประวัติของลูก เพราะดิฉันได้เล่าให้ท่านฟังอย่างละเอียด บ้านกับโรงพยาบาลจึงใกล้ชิดสัมพันธ์และสื่อสารกันได้ดี จนขณะนี้ลูกชายมีสุขภาพแข็งแรงดี ซ้ำเขายังชอบเล่นกีฬาอีกด้วย ปิงปองเป็นกีฬาสุดโปรดของชาลี และมี Play Station II เป็นเกมส์ยอดฮิต
ถ้าใครสักคนที่กำลังประสบอยู่กับความทุกข์ยากในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยของตัวเอง ของคนในครอบครัว ของคนที่รัก อยากจะเรียนท่านว่า ความทุกข์จากการสูญเสียหรือแม้กระทั่งความตาย ก็ไม่อาจจะเอาความสุขออกไปจากใจเราได้ ถ้าเรายอมรับความจริง อยู่กับความจริง อยู่กับปัจจุบัน มองความจริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้นให้ออก และรับรู้มัน แล้วหาทางแก้ปัญหาอย่างคนมีสติสัมปชัญญะ มองเข้าไปในใจตนเองแล้วท่านจะทราบว่า ใจของเราในขณะนั้น สงบนิ่ง และเข้าใจในทุกสิ่งที่เกิดขึ้น พระท่านว่า วินาทีนั้นไม่ต่างจากองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าขณะทรงตรัสรู้
Still, if someone regards the moment of death as momentous and is prepared to realize that all that has happened in the span of their life is but a prelude to the dying moment, their could initiate a flash of insight that has a profound effect. We could say, then, that these final hours in our human life places us on the brink of Buddhahood. Ajahn Sumano Bhikkhu |