| |
|
| |
เรียบเรียง: วรรณา ทองเพ็งจันทร์
หน่วยโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต
ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
|
ทำไมต้องมีการทดสอบสมรรถภาพปอด ? |
- ทำให้ทราบว่าปอดมีความจุอากาศมากน้อยเพียงใด
- ช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยว่าลูกของท่านเป็นโรคหอบหืดหรือไม่
- ช่วยในการประเมินและติดตามผลการรักษาทำให้ทราบว่ายาได้ผลหรือไม่
- ไม่ควรเปิดประตูห้องน้ำในห้องนอน เนื่องจากจะทำให้ในห้องมีความชื้นสูง ทำให้ไรฝุ่นเติบโตได้ดี
จำเป็นต้องเพิ่มหรือลดขนาดยาหรือไม่
- เพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์พิจารณาเลือกให้การบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพของปอดอย่างเหมาะสม
|
| วิธีการทดสอบสมรรถภาพปอดทำอย่างไร ? |
- ใช้ที่หนีบจมูก เพื่อให้ลมผ่านเข้า-ออกทางปากได้ทางเดียว
- สูดลมหายใจเข้าเต็มที่ทางปาก กลั้นหายใจนิ่งสัก อึดใจเดียว
- อมท่อเป่าให้ริมฝีปากปิดสนิทกับท่อเพื่อไม่ให้ลมรั่วออกมาได้ เป่าออกให้แรง เร็ว และนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ (เป่านานอย่างน้อย 3 วินาที) โดยไม่ไอและไม่แอบหายใจเข้าขณะที่เป่าออกมาแต่ละครั้ง
- ทำซ้ำอีก 2-3 ครั้ง เพื่อนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบกันและพิจารณาเลือกค่าที่ออกมาดีที่สุด
|
ตัวอย่าง
ผลการทดสอบสมรรถภาพปอดในเด็กปกติ |
 |
| จะมีอันตรายจากการทดสอบนี้หรือไม่ ? |
- ไม่มีอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าผู้ป่วยเข้าใจ และสามารถ
ปฏิบัติได้ถูกต้องตามวิธีการที่กล่าวไว้ข้างต้น
|
| คุณสมบัติของเด็กที่จะสามารถทดสอบปอดได้ |
- ผู้ป่วยเด็กที่ให้ความร่วมมือดี สามารถกลั้นลมหายใจ
หายใจเข้าและออกตามที่บอกได้
- ผู้ป่วยเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่มักจะทำได้ดี
- ผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 ปี ที่มีความเฉลียวฉลาดฟังคำสั่งรู้เรื่อง กลั้นลมหายใจได้ บางคนก็จะสามารถทดสอบปอดได้
- ในเด็กเล็กช่วงอายุ 4-6 ปี อาจจะดัดแปลงใช้เครื่องมือที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เรียกว่า peak flow (ดังแสดงในรูป)
|
ตัวอย่างการทดสอบสมรรถภาพปอดโดยใช้ Peak Flow Meter |
 |
| การเตรียมตัวก่อนทำการทดสอบ |
- ควรรับประทานอาหารในปริมาณพอเหมาะ ไม่ควร
รับประทานจนอิ่มมากเกินไปเพราะจะทำให้อึดอัด
อาเจียนได้
- ไม่ควรเป่าขณะกำลังหิวเพราะจะไม่มีแรงเป่า ทำให้ได้ ผลการทดสอบได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร
- ผู้ทดสอบต้องฟังคำแนะนำและฝึกการหายใจ และการเป่าลมให้คล่อง จึงจะทำการทดสอบได้ดี
- สิ่งสำคัญที่สุดผู้ทดสอบต้องให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
|
| |