การปฏิบัติตัว
1. ต้องรับประทานยาให้ครบตามแพทย์กำหนด อาจเป็นเวลา 6 เดือน ถึง 2 ปีครึ่ง หลังได้ไปแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ อาการจะดีขึ้น ไข้ลดลง ไอน้อยลง รับประทานอาหารได้มากขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยมักเข้าใจผิดว่าหายแล้วจึงไม่รับประทานยาต่อ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง การรับประทานยาไม่ครบตามกำหนด นอกจากจะไม่หายแล้ว ยังทำให้เชื้อดื้อยาจนอาจกลายเป็นวัณโรคเรื้อรัง รักษายากขึ้นหรือรักษาไม่ได้เลย
| |
นอกจากนี้ผู้ป่วยต้องสังเกตอาการข้างเคียงของยา ที่อาจพบได้ |
- |
Isoniazid |
อาจเกิดตับอักเสบ ทำให้มีตัวตาเหลืองได้ |
- |
Rifampicin |
อ่อนเพลีย ผื่นตามตัวหรือแขนขา |
- |
Pyrazinamide |
แพ้ แดด ปวดข้อ คลื่นไส้อาเจียน |
- |
Ethambutol |
ตามัวและอาจตาบอด |
- |
Streptomycin |
หูตึง เสียการทรงตัว |
2. ก่อนได้รับการรักษา ผู้ป่วยควรแยกห้องนอน และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้อื่น หลังรับประทานยาไปแล้ว 2 อาทิตย์ จึงอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ
3. ขณะไอหรือจามต้องใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก บ้วนเสมหะลงในภาชนะที่มีน้ำยาทำลายเชื้อ เช่น ไลโซล แล้วนำไปทิ้งในส้วมหรือขุดหลุมฝัง จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
4. ดูแลร่างกายให้แข็งแรงเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน โดยรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เมื่อแข็งแรงดีแล้วจึงออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสม
5. ควรอยู่ในสถานที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ห้องที่อยู่ถ้าเลือกได้ ควรเป็นห้องอากาศโปร่ง มีหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก
6. ควรนำที่นอนผึ่งแดดบ้าง ที่นอน เสื้อผ้า ดูแลอย่าให้มีฝุ่นเพราะจะกระตุ้นให้ไอได้
ข้อแนะนำสำหรับผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วย
1. กรณีสงสัยว่าจะเป็นวัณโรคปอด ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ
2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
3. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อช่วยให้ภูมิต้านทานดีขึ้น โดยพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดดื่มเหล้าและงดสูบบุหรี่ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย เมื่อใดที่ร่างกายทรุดโทรม เชื้อที่หลบซ่อนอยู่ในร่างกายจะกำเริบกลายเป็นวัณโรคได้
4. ผู้ที่ทดสอบทูเบอร์คุลินได้ผลลบ อาจฉีดวัคซีนบีซีจี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งในปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนบีซีจีให้เด็กแรกเกิดทุกคน แต่สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่เคยสัมผัสเชื้อมาแล้วเกือบทั้งนั้น แต่ที่ไม่เป็นโรคเพราะมีสุขภาพแข็งแรง การฉีดวัคซีนบีซีจีจึงไม่จำเป็น
|