www. tprc

menu_search.jpg
 
 
 
 
 
   
Pediatric Respiratory Diseases “Integration of clinical sciences into Practices”
ประวัติชมรมโรคระบบหายใจและ
เวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย
ชีวิตและงานของศาสตราจารย์แพทย์หญิงสุภรี สุวรรณจูฑะ
Dedication from International Colleagues who have
contributed to the Development of Pediatric critical care in Thailand
ครูมิใช่เป็นเพียง…..แค่เรือจ้าง
ป้าหมอผู้ใจดี
ความประทับใจจากผู้ร่วมงาน...มิลืมเลือน
ถึงเพื่อนรัก…เมื่อวันวาน
แด่หนึ่งในดวงใจของผม
กราบ…คุณแม่ที่รัก
ป้าหมอผู้ใจดี

“แพทย์ที่น่าเคารพ”

       ได้พาลูกซึ่งไม่สบายบ่อยๆ ไปหาอาจารย์ รู้แต่ว่าสิ่งที่ได้จากอาจารย์ไม่ใช่เพียงแต่ ลูกหายจากไม่สบายแต่ได้หลายสิ่งจากอาจารย์มากกว่านั้น

       ภาพของหญิงที่เข้มแข็ง มีชีวิตชีวา ใบหน้าที่เชื่อมั่นและเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแห่งความเมตตา คนไข้ทุกคนสัมผัสได้ถึงความมั่นคงในอารมณ์ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นดวงตาของความปรารถนาดีที่อาจารย์มองคนไข้ ก็รู้แล้วว่าความเจ็บป่วยของคนไข้แทบจะหายไปแล้วครึ่งหนึ่ง

       อาจารย์มักจะสอนถึงการป้องกันโรคด้วยตนเอง เช่น การออกกำลังกายและกิจกรรมต่างๆ ที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรงแก่เด็ก ไม่ใช่รอคอยแต่การซ่อมสุขภาพ โดยให้แต่ยา…ยา และยาเพียงอย่างเดียว เห็นอาจารย์ทำงานหลายอย่างเพื่อรามาธิบดีและเพื่อให้สังคมนี้ดีขึ้น รู้ว่าหนัก รู้ว่าเหนื่อย แต่ก็ไม่เคยเห็นอาจารย์แสดงอาการท้อถอย ในส่วนตัวรู้สึกว่า อาจารย์เป็นผู้หนึ่งที่ทำให้โลกใบที่ยุ่งเหยิงนี้หมุนไป…ในทิศทางที่ถูกต้อง

       ความที่อาจารย์เป็นตัวอย่างของแพทย์ที่ดีและน่าเคารพ ทำให้นึกถึงพระโอวาทของสมเด็จพระบรมราชชนกที่ว่า “True success in learning is in its application to the benefit of mankind”

ทันตแพทย์หญิงนฤมล ทวีเศรษฐ์
 
 

       ความรู้สึกประทับใจของทุกคนในครอบครัวศุภมิตร์ที่มีต่อ อ.สุภรี สุวรรณจูฑะ หรือ “ป้าหมอของพวกเรา” เริ่มตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2539 ลูกสาวคนที่สองที่ชื่อมะเหมี่ยว อายุยังไม่เต็มขวบ แต่เป็นหวัดบ่อยมาก ซึ่งคุณแม่ก็พาหาหมอที่คลีนิคย่านบางบัวทองจนครบทุกที่ จนกระทั่งย่านนนทบุรี แต่ก็บรรเทาเป็นครั้งคราว จนกระทั่งมะเหมี่ยวเป็นปอดบวม ต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนนทเวช หลังจากกลับบ้านสักระยะก็มีอาการไข้หวัด ไอมีเสมหะมาก อาการไอเป็นบ่อยมากขึ้น ทำให้คุณแม่กลุ้มใจมากมาบ่นให้พี่ที่ทำงานฟัง ก็ได้รับคำแนะนำให้พาลูกไปหา “ป้าหมอ” ที่คลีนิค วันแรกที่ไปรอตรวจคอยอยู่นานพอสมควรจึงได้เข้าตรวจ ป้าหมอใช้เวลาตรวจคนไข้แต่ละคนไม่น้อยกว่า 20 นาที จึงเข้าใจว่าทำไมทุกคนนั่งคอยโดยไม่มีใครบ่นเลย ทุกคนยินดีที่จะรอป้าหมอเพราะรู้ว่าคุ้มค่ากับการรอคอย คุณพ่อของมะเหมี่ยวยังงงมากที่ป้าหมอตรวจละเอียดมากไม่เหมือนทุกที่ที่พาลูกไป ป้าหมอจะมีภาพระบบทางเดินหายใจอยู่ด้านข้าง ซึ่งป้าหมอตรวจลูกแล้วจะอธิบายให้คุณพ่อคุณแม่ฟังถึงอาการของลูกโดยชี้ให้ดูภาพประกอบ ป้าหมอจะอธิบายกับคนไข้ทุกๆ ราย อีกทั้งยังสอนให้คุณแม่รู้ถึงวิธีการดูแลรักษาลูกในเบื้องต้นซึ่งคุณแม่ไม่เคยรู้มาก่อน “ช่างเป็นความรู้สึกประทับใจในความเอื้ออารีย์ และความเป็นกันเองของป้าหมอเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นทั้งมะเหมี่ยวและมะปรางลูกสาวคนโตอีกคนก็เป็นคนไข้ของป้าหมอมาตลอด จนกระทั่งมะเหมี่ยวอายุประมาณ 2 ขวบ ป้าหมอก็จะแนะนำให้ออกกำลังกาย ซึ่งเป็นท่าต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารปอด อาการของลูกดีขึ้นมาก มะเหมี่ยวไม่ต้องใช้เครื่องพ่นยาอีกต่อไป มะปรางและมะเหมี่ยวจะเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำของป้าหมอทุกอย่างด้วยความตั้งใจและเต็มใจ ทำให้คุณแม่สบายใจมากที่ลูกๆ ไม่กลัวหมอเพราะได้รับความรู้สึกที่ดีจากป้าหมอ ป้าหมอไม่ทำให้ลูกรู้สึกมีความเครียด แต่อยากหาหมอไม่กลัวเครื่องมือ ป้าหมอจะฟังปอดก็รู้ว่าจะต้องหายใจลึกๆ เวลาที่ลูกไอมากจะรีบบอกให้คุณแม่ช่วยเคาะปอดให้หน่อย รู้ว่าจะต้องเคาะปอดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เวลาลูกไม่สบายจะถามถึงแต่ป้าหมอ ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ต่างก็ว่า “ลูกมีป้าหมอในดวงใจ” เป็นภาพที่ฝังในใจของลูกที่เป็นแบบอย่างที่ดี จะได้ยินแต่คำชมป้าหมอทุกครั้งที่ลูกพูดถึงอยากมาโรงพยาบาลรามาเพียงแค่อยากเห็นป้าหมอก็จะดีใจกลับบ้านไปคุยอวดให้คุณพ่อฟังทุกครั้ง มะเหมี่ยวชอบทานส้มโอ เวลาที่พ่อได้ส้มโอมาจากแม่กลอง มะเหมี่ยวจะขอคุณพ่อ “ขอส้มโอไปให้ป้าหมอหน่อยได้ไหมคะ” คุณพ่อจะยิ้มขำมากๆ ทุกครั้งถ้ามีโอกาสไปแม่กลองและได้ส้มโอสวนน้าเปี๊ยกเมื่อไร คุณพ่อก็ไม่ลืมที่จะนำมาฝากป้าหมอของลูกด้วย ระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบ 6 ปี สิ่งที่ครอบครัวของเราได้สัมผัสกับป้าหมอคือความดีงามของป้าหมอ ความเป็นหมอด้วยจิตวิญญาณ น่ายกย่อง มีคุณค่าแก่คนรุ่นหลังที่จะยึดแบบอย่างที่ดีงามในคุณค่าของความเป็นหมออย่างแท้จริง ถึงแม้วันนี้ป้าหมอจะเกษียณไปจากโรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ป้าหมอก็จะเป็นผู้มีพระคุณและทรงคุณค่าที่จะไม่มีวันเกษียณไปจากใจของพวกเราทุกคนในครอบครัวศุภมิตร์ค่ะ”

ด้วยความรักและเคารพอย่างสูง
“ครอบครัวศุภมิตร์”
 
       ประมาณปีพ.ศ.2537 ที่คุณเอกชัย นพจินดา ได้พาลูกสาวคือด.ญ.ทวีพร นพจินดา (แตงโม) มาพบป้าหมอของพวกเราคือ ศ.พญ.สุภรี สุวรรณจูฑะ เพื่อรักษาอาการป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยน้องแตงโมจะเป็นหวัดบ่อย ซึ่งเวลาเป็นหวัดจะมีอาการไอและหอบเหนื่อย ซึ่งบางครั้งรุนแรงถึงขั้นปอดบวม เมื่อได้มารักษาต่อเนื่องกับป้าหมอแล้ว ได้เข้าร่วมโครงการ “ออกกำลังกายแบบแอโรบิค” เพื่อการบริหารปอด โดยการบริหารนี้ เน้นให้ร่างกายมีสมรรถภาพของปอดแข็งแรง และสามารถเป็นเกราะป้องกันการเกิดโรคที่จะลุกลามต่อไป…คุณเอกชัย นพจินดา ได้เล็งเห็นความสำคัญในส่วนนี้และได้ชวนหมู่ญาติและเพื่อนๆ ที่มีบุตรหลาน มาร่วมโครงการนี้ด้วย ได้ร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการส่งเสริมและให้ความรู้ที่ประชาชนสามารถจะนำไปปฏิบัติกับบุตรหลานของพวกเขาได้ทุกครั้งที่โครงการขอความร่วมมือ และยังช่วยประชาสัมพันธ์ให้ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส จากผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านประธานโครงการคือ ศ.พญ.สุภรี และคุณเอกชัย ได้ริเริ่มที่จะทำเทปกายบริหารเพื่อเผยแพร่เป็นแนวทางให้แก่ผู้ปกครองได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่คนในครอบครัวต่อไป เมื่อคุณเอกชัยได้เสียชีวิตไปก่อนที่จะดำเนินการส่วนนี้สำเร็จ ดิฉันในฐานะภรรยาและกรรมการคนหนึ่งในมูลนิธิเอกชัย นพจินดา ได้ตระหนักถึงเจตนารมณ์และคุณประโยชน์ที่จะมอบให้สังคมในส่วนนี้เป็นอย่างดียิ่ง จึงได้เสนอโครงการเพื่อขอความสนับสนุนจากมูลนิธิเอกชัย นพจินดา ซึ่งคณะกรรมการท่านอื่นก็เล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ที่ส่วนรวมจะได้รับจากเทปการออกกำลังกายชุดนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงได้ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด จวบจนการดำเนินการผลิตเทปชุดนี้ได้สำเร็จลุล่วงมาด้วยดี

ยุรี  นพจินดา

                                                         

 
 
       ดิฉันรู้จักศาสตราจารย์แพทย์หญิงสุภรี สุวรรณจูฑะ ครั้งแรกเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้วจากการแนะนำของเพื่อนสนิท เริ่มแรก ลูกปอ อายุ 3 ขวบเป็นหอบหืด เข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้ง ลูกแป้งก็เป็นหวัดบ่อยมาก

        คุณป้าหมอ “สุภรี” ตั้งใจรักษาอย่างจริงจัง จัดโปรแกรมออกกำลังกาย ไปดูบ้านที่อยู่ว่ามีปัจจัยอะไรที่เป็นสาเหตุของโรคนี้บ้าง รักษาด้วยวิญญาณของแพทย์ผู้ให้จริง ๆ และให้ความเป็นกันเองกับคนไข้ (เด็ก ๆ) รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง จนพวกเรามาที่คลินิกอย่างคุ้นเคย เหมือนเป็นบ้านที่สองเลยทีเดียว “ปอ” จากเด็กหอบหืด เริ่มมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้นตามลำดับ และ “แป้ง” ก็หายและห่างไกลจากหวัดและภูมิแพ้

       ปัจจุบัน เด็กชายปอ อายุ 22 ปีแล้ว จบจุฬาเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ในขณะที่เด็กหญิงแป้ง ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง ไปศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ขณะนี้เรียนระดับปริญญาเอก ที่ MIT ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพี่หมอได้สร้างความแข็งแรงทางด้านสุขภาพและพลานามัยให้แก่เด็ก ๆ ทั้งสอง ในขณะเดียวกัน พี่หมอก็มีความปลื้มใจในความสำเร็จของเด็ก ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนลูกหลานของพี่หมอจริง ๆ

ด้วยรัก และขอเป็นกำลังใจให้พี่หมอตลอดไป
ประไพวัลย์ มุทิตาเจริญและครอบครัว

 

 

 
 

พี่หมอของน้อง ๆ – ป้าหมอของเด็ก ๆ

       24 ปีแล้วที่ผมและ “ติ๋ว ดวงขวัญ” ได้รู้จัก “พี่หมอสุภรี สุวรรณจูฑะ” “พี่หมอ” เป็นสัญลักษณ์ของผู้มีอารมณ์ดี และความอบอุ่นใจเมื่ออยู่ใกล้ พร้อมเต็มร้อยที่จะดูแลรักษาตั้งแต่ เด็กเล็กแบเบาะ ไปจนเด็กโค่งให้หายป่วยไข้ “พี่หมอ” เป็นผู้นิยมไทย ใช้ชุดที่ตัดด้วยผ้าไหมเสมอ

       เมื่อปี 2522 เป็นครั้งแรกที่พาลูกสาวไปรอพบพี่หมอ เมื่อครั้งออกคลีนิกที่โรงพยาบาลแพทย์สุขุมวิท รอนานมากกว่า 2 ชั่วโมงแต่ก็คุ้มค่า “ตอง” ขณะอายุ 3 ขวบ เป็นไข้ เป็นหวัด หายใจไม่ออก ป่วยตลอดปี ตั้งแต่เกิด “พี่หมอ” ได้ตรวจรักษาด้วยความเอาใจใส่ ซักถามอาการ อย่างละเอียด รวมทั้งอธิบายข้อซักถามอย่างละเอียดอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เรื่องนี้เป็นปกติของ “พี่หมอ” ซึ่งอุทิศเวลาแก่เด็กป่วยแต่ละรายมากอย่างยิ่ง ซึ่งแปลว่า “พี่หมอ” มีเวลาที่บ้านน้อยลงสำหรับ “อ้อและนันท์” รวมทั้ง “พี่หมอ พลตำรวจตรี ทัศนะฯ” ด้วย

       ปี 2523 “พี่หมอ” ตกลงใจย้ายไปออกคลีนิกใกล้บ้าน แทนแพทย์สุขุมวิท เพื่อให้มีเวลาสำหรับครอบครัวเพิ่มมากขึ้น “ติ๋ว” ได้มีโอกาสช่วย “พี่หมอ” ออกแบบต่อเติม ปรับปรุงและตกแต่งตึก 4 ชั้น ซึ่ง “พี่หมอ” ได้ซื้อไว้ก่อนแล้ว เฟอร์นิเจอร์ช่างเซี่ยงไฮ้ ฝีมือเรียบร้อย แข็งแรง สีสรรสวยงาม ชั้นลอยเป็นบริเวณให้เด็กพัก-เล่น รอตรวจ ผนังเขียนสีน้ำมันรูปป่า แนวการ์ตูน มีลำธารไหลผ่าน และมีสิงสาราสัตว์นานาชนิดในอิริยาบทต่าง ๆ ฝีมือคุณนิเวศน์ แก้วหล้า โยธาธิการจังหวัดพะเยา ป้ายชื่อคลีนิกกล่องไฟรูปปอด เครื่องมือ เครื่องใช้ “พี่หมอ” พิถีพิถันกับทุกส่วนจนทุกอย่างเรียบร้อย วันที่ 20 พฤษภาคม 2523 “พี่หมอ” ทำบุญเปิด “สุภรีคลีนิก” ถนนอำนวยสงคราม (เดิน 10 นาทีถึงบ้าน) “ตอง” ได้ประเดิมเป็นคนไข้รายแรก และยังคงไปกวน “ป้าหมอ” แม้นาน ๆ ครั้ง ทั้งที่จบสถาปัตย์มา 3 ปีแล้ว เด็กเจ็บอยู่ไกลถึงไหน ๆ ก็ต้องมาให้ “ป้าหมอ” ตรวจรักษา เด็กเก่าหายแล้ว เด็กใหม่เข้ามาแทน “พี่หมอ” ดูแลทั้งคนไข้ทั้งทีมงานในคลีนิกอย่างอบอุ่น แม้ต้องรับรองผู้ปกครองและให้การรักษาจนเด็กคนสุดท้าย อย่างเหน็ดเหนื่อยเพียงใด “พี่หมอ” และทีมงานคลีนิกก็ยังยิ้มแย้มน่ารักเสมอ

       ครอบครัวผม โชคดี ได้ใกล้ชิดสนิทคุ้นเคยกับทั้ง “พี่หมอ พี่หมอทัศนะ อ้อและนันท์” ตัวผมเองรู้สึกเหมือนเป็นน้องชายของ “พี่หมอและพี่หมอทัศนะ” ผมเชื่อว่า “พี่หมอ” คงเช่นกันเพราะ “พี่หมอ” ไม่เฉพาะห่วงใยดูแล “ตอง-เตย” (ลูกสาวผม) ด้านความเจ็บป่วย แต่ได้ดูแลไปถึงขั้นจัดการให้ “ตอง” เข้าอนุบาลที่ ร.ร.ราชินีบน และ “เตย” เข้าอนุบาลละอออุทิศ ซึ่งเป็นพระคุณแก่ผมและลูกทั้งสอง

       บ้านพี่หมออยู่ในซอยใกล้สี่แยกบางกระบือ เป็นบ้านไม้สองชั้นของเดิมที่คุณแม่ “พี่หมอ” ซื้อพร้อมที่ดินจากหม่อมเจ้าชายพระองค์หนึ่ง เมื่อปี 2493 “ติ๋ว” ซึ่งเป็นสถาปนิกจึงมีโอกาสช่วย “พี่หมอ” และ “พี่หมอทัศนะ” ดำเนินนโยบาย “อนุรักษ์บ้านเดิม แต่ปรับปรุงให้สะดวกและสนองความต้องการใช้ประโยชน์ในแต่ละช่วงเวลา” ซึ่งเป็นนโยบายยั่งยืนตลอดมาของ “พี่หมอ” สำหรับงานโรงพยาบาลรามาธิบดี นั้น “ติ๋ว” ได้รับมอบหมายจาก “พี่หมอ” ให้เป็นผู้ออกแบบ ปรับปรุง และตกแต่ง หลายส่วนของ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ เช่น ห้องประชุม หอผู้ป่วยเด็ก 1 เด็ก 2 เด็ก 5 และ NICU เด็กเล็ก เป็นต้น โดยได้รับประกาศเกียรติคุณมาหลายใบ

       เมื่อถาม “ตอง-เตย” ว่า เอ่ยถึง “ป้าหมอ” แล้ว นึกถึงอะไร คำตอบ คือ ชุดผ้าไทย เสียงหัวเราะแจ่มใส อารมณ์ดี วิตามินซี ลูกโป่ง ยาอักเสบปึกใหญ่ ฉีดยาเก่ง กาแฟเย็น และวันคริสต์มาส ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิด “ป้าหมอ” ขนมมากมาย

       หลังเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคม 2545 นี้แล้ว ผมเชื่อว่า “พี่หมอ” จะมีเวลาได้ทำประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมได้กว้างขวางยิ่งขึ้น และยังคงเป็น “ป้าหมอ” ขวัญใจของเด็ก ๆ อยู่เสมอ

ระพินทร์ จารุดุล
ผู้ช่วยเลขาธิการ สจร.
สำนักงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก
 
 
       นับเป็นโชคดีของผมและครอบครัวที่ได้มีโอกาสมาเป็นคนไข้ของพี่หมอสุภรี ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา พี่หมอให้เวลากับคนไข้ทุกคนโดยไม่ได้คำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อยของตนเอง พี่ได้ให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพของเด็กให้กับพ่อแม่อย่างละเอียดจนทำให้เราสามารถดูแลอาการเบื้องต้นของลูกได้

       ในบางครั้งที่ลูกเป็นหนักพี่หมอมักจะห่วงใยและเป็นกังวลเหมือนเป็นญาติสนิทคนหนึ่งจนทำให้ผมและครอบครัว เคารพรักพี่หมอมาก และไม่ใช่เป็นเพียงครอบครัวผมครอบครัวเดียวเท่านั้น พี่ได้ให้ความดูแลใกล้ชิดอย่างนี้กับทุกครอบครัว

       และเมื่อวาระที่พี่หมอใกล้จะเกษียณ ฟังครั้งแรกแทบไม่เชื่อเพราะพี่หมอยังดูสดชื่น (ไม่แก่) ทั้งนี้คงจะเป็นเพราะบุญกุศลที่พี่ได้ทำไว้ให้กับสังคม และจิตใจที่ดีงามของพี่ พี่ทำแต่สิ่งที่ดี คิดในสิ่งที่ดีเสมอมาก็คงเป็นได้นะครับ

       ระยะหลังถ้ามีโอกาสได้คุยกับพี่ พี่ก็มักจะสอนเรื่องธรรมะในการทำงานและในการดำรงชีวิตบ้างซึ่งเมื่อลองนำมาคิดมาปฏิบัติก็ทำให้เกิดความสบายใจ

       ตลอดระยะเวลาที่พี่หมอทำงานพี่ต้องเหนื่อยต้องเสียสละเวลาส่วนตัวที่พี่จะให้กับครอบครัวของพี่มาให้กับการรักษาเด็ก และการสอนนักศึกษาแพทย์ ซึ่งหลังจากพี่เกษียณแล้วพี่คงจะได้พักบ้างและมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น แต่ก็อย่าทิ้งน้อง ๆ และหลาน ๆ นะครับ

       ในวาระที่พี่จะเกษียณอายุราชการนี้ ผมและครอบครัวขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้พี่หมอและครอบครัว มีความสุขความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง คิดหวังสิ่งใดขอให้สมปรารถนานะครับ

เคารพรัก
เฉลิมชัย วงศ์ปิยะและครอบครัว
 
 
       พี่เหมือนแสงสว่างนำทางให้ เด็กพ้นภัยจากโรคหายโศกเศร้า
พี่รักษาอาการไข้ให้ทุเลา ด้วยเพราะเฝ้าซักถามตามอาการ
พี่ให้เวลาอธิบายในทุกอย่าง เป็นแนวทางให้นำไปเล่าขาน
พี่เหน็ดเหนื่อยก็เพราะพี่ต้องการ ให้หลาน ๆ นั้นมีสุขภาพดี
พี่เกษียณราชการครบมาวาระนี้ ขอพระศรีรัตนตรัยช่วยอำนวยผล
พี่และครอบครัวเป็นสุขถ้วนทุกคน ให้เปี่ยมล้นด้วยรักจากพวกเรา

อินทิรา วงศ์ปิยะ
18 กรกฎาคม 2545
 
 
กราบเท้าป้าหมอ…ที่เคารพรัก

       ครอบครัวของเราได้รู้จักกับป้าหมอมาประมาณ 9 ปีกว่าแล้ว ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2536 วันนั้นน้องก้องอายุ 5 ? ขวบมีประวัติการเจ็บป่วยมาตลอดนับตั้งแต่ 1 ขวบเป็นต้นมา อ้อยพาลูกไปหาป้าหมอที่สุภรีคลีนิคตามคำแนะนำของเพื่อนสนิท วันนั้นจึงเป็นวันแรกที่ได้รู้ซึ้งถึงคำว่าความละเอียด ความถ้วนถี่ของการรักษาโรคเป็นอย่างไร นับตั้งแต่เจ้าหน้าที่คลีนิคซักประวัติการเจ็บป่วยของลูก ไปจนถึงขั้นตอนการตรวจรักษาของป้าหมอ ขั้นตอนการปฎิบัติตนต่างๆ เมื่อยามเจ็บป่วยอย่างละเอียดละออ

       “ป้าหมอของเรา” ค้นหาสาเหตุการเจ็บป่วยของน้องก้องจนพบว่า ก้องเป็นโรคภูมิต้านทานต่ำตั้งแต่กำเนิด ซึ่งพบโรคนี้ได้ไม่มากนักในบ้านเรา อ้อยและพี่สมศักดิ์รู้สึกใจหายกับความโชคร้ายของลูก แต่ก็รู้สึกโล่งอกและตื้นตันกับความโชคดีที่ลูกได้มีโอกาสได้พบกับแพทย์ที่ดีเยี่ยม แพทย์ที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา กรุณา เอื้ออาทร ห่วงใย พร้อมรับฟังปัญหาและให้กำลังใจครอบครัวของเราอย่างสม่ำเสมอ แพทย์ผู้ซึ่งเป็นผู้ให้อย่างมากล้น เป็นมากกว่าคำว่า “แพทย์” ป้าหมอเปรียบเหมือน “แม่” ของเรา เปรียบเหมือนต้นไม่ใหญ่ให้เราได้พักพิง ในชีวิตของเราสามคนโชคดีมากแล้วที่ได้มีโอกาสได้ใกล้กับคนที่ดีมากๆ ของโลกคนหนึ่ง รู้สึกภูมิใจกับ ร.พ.รามาที่มีแพทย์ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม ทุ่มเทให้กับการรักษาอย่างจริงจัง แพทย์ผู้เป็นตัวอย่างของแพทย์ที่ดี ป้าหมอจึงเป็นที่รักของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน คนไข้และผู้ปกครองของเด็กๆ ป้าหมอเป็นตัวอย่างของผู้อุทิศตนเพื่องาน เป็นแบบอย่างที่ดีที่แพทย์ควรนำไปปฏิบัติตาม

       อ้อย พี่สมศักดิ์ และน้องก้อง ขอกราบขอบพระคุณในความกรุณาปราณีที่ป้าหมอหยิบยื่นให้ตลอด ป้าหมอพูดเสมอว่า คิดดี ปฏิบัติดี ก็จะได้รับแต่สิ่งที่ดี อ้อยไม่เคยได้รับกำลังใจจากใครมาก่อนในกรณีที่ลูกเป็นโรคนี้ แต่ป้าหมอจะคอยสอน คอยปลอบและให้กำลังใจในการต่อสู้ตลอดมา

       ครอบครัวของเราสำนึกในพระคุณ “ป้าหมอ” และโรงพยาบาลรามาธิบดีที่ทำให้ชีวิตของน้องก้องดีขึ้น ไม่ต้องเจ็บป่วยบ่อยๆ เหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราสามคนพูดกันเสมอว่า “เราโชคดีแค่ไหนแล้ว ที่ได้พบหมอที่เป็นมากกว่าคำว่าหมอ”

รักและเคารพ
จาก
ครอบครัวใกล้หมอ
สมศักดิ์-ดวงตา สุนทรธาราวงศ์
 
 
       “หมอสำหรับความคิดของเราคือบุคคลที่เกิดมาแล้วโชคดีเพราะอาชีพหมอคืออาชีพที่ได้มีโอกาสทำบุญตลอดเวลา คนไหนเจ็บก็มาหาหมอ คนไหนป่วยก็มาหาหมอ เรียกว่าหมอ คือผู้ปลดทุกข์ให้แก่คนไข้ เป็นทั้งพ่อพระ แม่พระ หรือพระเจ้าของคนไข้ทั้งปวง ส่วนคนไข้ก็คือผู้ไม่รู้ว่าความเจ็บป่วยของตัวเองที่แท้มาจากไหน เพราะอะไรทำไมถึงป่วย เป็นแล้วจะหายไหม เป็นแล้วจะรักษาอย่างไร จิตใจของคนไข้ที่มาหาหมอบางครั้งก็ย่ำแย่ ท้อแท้ เหนื่อยหน่าย เบื่อ สารพัดทั้งอาการทางใจและทางกาย แล้วมันยังมีผลกระทบไปยังบุคคลผู้ใกล้ชิดอันเป็นที่รัก เช่น พ่อ แม่ แล้วถ้ายิ่งบุคคลอันเป็นที่รักของเรานั้น คือ ลูกตัวเล็ก ๆ ที่เมื่อยามเจ็บป่วยก็ไม่รู้จะบอกเราอย่างไร ดังนั้นหมอจึงเป็นอะไรที่เรานึกถึงเป็นคนแรก และหมอคือผู้ที่ต้องทำอะไรก็ได้เพื่อให้คนไข้หายป่วย และผู้ที่ใกล้ชิดกับคนไข้นั้นให้หายสงสัย หมดความวิตกกังวล และกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติและมีกำลังใจ”

       จากประสบการณ์ที่เรามีประมาณ 1 ปีก่อนมาพบป้าหมอสุภรีเราคือครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง ที่มีคุณแม่ และคุณลูกที่ครั้งหนึ่งเคยมีสุขภาพกายและจิตใจแย่มาก มีคุณพ่อเป็นคนขับรถพาเราไปส่งโรงพยาบาลกลางค่ำกลางคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะไอ้ตัวเล็กของเรามันจับหอบ บางครั้งก็เสาะแสวงหา หมอไหนใครว่าดีเราก็ไปหาหมด จนเราอ่อนใจ ท้อแท้ จนกระทั่งสุขภาพของเราสามคนพ่อแม่ลูกแย่ไปตาม ๆ กัน เพราะเราไม่เคยเจอหมอที่มีจิตวิญญาณของความเป็นหมอที่แท้จริง อาศัยความไม่รู้ของคนไข้แล้วรักษาเราไปเรื่อย ๆ และนัดหมายเราเมื่อลูกป่วยเท่านั้น อีกทั้งยังให้ยาครั้งละมาก ๆ โดยไม่ถามคนไข้สักคำว่ามียาตัวนั้นตัวนี้แล้วหรือยัง คงคิดว่าคนไข้ไม่รู้เรื่อง มิหนำซ้ำการไปรับการรักษาทีไรจะปราศจากการอธิบายหรือบอกวิธีบำบัดรักษาอย่างละเอียด ไม่ค่อยจะให้เวลาแก่เราในการซักถามถึงข้อสงสัยต่าง ๆ เหมือนเห็นแก่เวลาของตัวเองเท่านั้นที่มีค่ามากกว่าเวลาของคนไข้คนหนึ่งที่ดั้นด้นไปหา

       จนกระทั่งวันหนึ่งก็มีคนบอกเราว่า “ลองไปหาป้าหมอสุภรีซิเขาหายกันมาเยอะแล้วนะ” เราฟังทีแรกก็ไม่ตื่นเต้นหรอกเพราะเราก็ไปหาหมอที่เขาว่าดี ว่าเจ๋งมาเยอะแล้ว เพียงแต่ป้าหมออะไรนี่แหละคงจะเป็นความหวังใหม่ของเรา และก่อนที่เราจะไปหาป้าหมอสุภรี ตัวคุณแม่เอง ตั้งจิตอธิษฐานในใจเลยว่าขอให้เจอหมอที่ดี ที่เขามีจิตวิญญาณของความเป็นหมอ และที่เขาเอาใจใส่เรา เข้าใจสภาพจิตใจ ให้กำลังใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องอธิบายให้เราเข้าใจในทุกเรื่องสักที แล้วเราก็มาหาป้าหมอสุภรีที่คลีนิก ซึ่งเราก็ไม่เหมือนคนไข้อื่น คือเราเตรียมสมุดบันทึกวัคซีน และตระกร้ายาที่มียาที่เราเคยใช้ในการรักษาใบใหญ่ทีเดียว และพร้อมด้วยสมุดจดชื่อยาแก้อักเสบที่เราเคยใช้ทั้งหมด คลีนิกนี้ทำให้เราประทับใจมากตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไป ป้า ๆ ทุกคนในคลีนิกซักประวัติเรากับลูก (ถ้าเป็นผ้าก็คงจะขาวทีเดียว) จนละเอียดยิบ จนเราเข้าใจผิดว่าหนึ่งในป้า ๆ นั้นคงมีใครสักคนที่เป็นป้าหมอสุภรี แต่ก็ผิดถนัด เมื่อเราได้เข้าตรวจจริง ๆ เราถึงกับอึ้งกับคำอธิษฐานของเราจริง ๆ ป้าหมอให้เวลากับลูกของเราคนเดียวนานถึง 1 ชั่วโมง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ค้างคาใจเรามาเป็นเวลานานมันหมดไปเลย ป้าหมอทั้งให้ความรู้ของโรคภูมิแพ้และการจับหอบ ป้าหมอตั้งใจมากที่จะอธิบายเรื่องยาที่รักษาโรคภูมิแพ้เพื่อให้เราเข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้เลย ป้าหมอเปลี่ยนยาและลดยาลง (เกือบหมดตระกร้าที่หิ้วมา เหลืออยู่เพียง 3-4 ขวดเท่านั้น) วางแผนการรักษาและนัดดูอาการเป็นระยะ ๆ กับเรา และแนะนำเราเรื่องการรักษาสุขภาพเบื้องต้นที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น เน้น 4 อ. ออกกำลังกาย อาหาร อากาศ อารมณ์และอื่น ๆ อีกมากมาย ป้าหมอไม่ได้เน้นเรื่องยารักษาโรคเหมือนหมอคนอื่น ๆ ป้าหมอเอาใจใส่เรามากเลย เราเริ่มมีกำลังใจ และเป็นวันแรกที่เรามีความสุขมาก แล้วเราก็มาตามที่ป้าหมอนัดทุกครั้ง คุณลูกและคุณแม่ก็มีสุขภาพที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ป้าหมอไม่ได้ดีกับครอบครัวของเราเท่านั้น ป้าหมอก็ดีกับเด็ก ๆ และครอบครัวอื่น ๆ ด้วย เราไม่เคยหงุดหงิดเลยที่ต้องมารอรับการรักษาจากป้าหมอนาน ๆ เพราะเรารู้ดีว่าป้าหมอรักและตั้งใจรักษาคนไข้ของป้าหมอทุกคนเท่า ๆ กัน

       เมื่อถึงวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปีคือวันเกิดของป้าหมอ ทุกคนจำได้ เด็ก ๆ และคนไข้จะมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้นัดหมาย เรารู้ว่าป้าหมอไม่ได้ต้องการของขวัญจากพวกเราเพียงแต่อยากเห็นหน้าพวกเรากระมัง เรารู้ดีว่าเพียงของขวัญและคำอวยพรก็ไม่อาจตอบแทนบุญคุณที่ป้าหมอรักษาเราด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นหมอให้พวกเราได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่เราจะเก็บและระลึกถึงป้าหมอไว้ในใจของเราตลอดไป

       สุดท้ายนี้ป้าหมอใกล้เกษียณราชการแล้ว แต่เราเชื่อว่าป้าหมอไม่หนีพวกเราไปไหนไม่พ้นหรอก เพราะป้าหมอรักเด็ก ๆ และคนไข้ทุกคน (ถึงหนีก็จะตาม) พวกเราอยากบอกป้าหมอว่าเราทุกคนรักป้าหมอมากๆ ค่ะ

รักป้าหมอมาก
จากคนไข้ที่น่ารัก
ศิรินารถ เพชรแสงใส (แม่น้องปลื้ม)
 
 
เรียน อาจารย์สุภรี สุวรรณจูฑะ ที่เคารพอย่างสูง

       ดิฉันได้รับรู้มาว่า อาจารย์จะเกษียณอายุงานในเดือนกันยายนนี้ ก็รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ท่านเป็นแพทย์ที่มีคุณธรรมประจำใจ มีความสามารถรอบรู้ มีจิตใจดีงาม เอื้ออาทรต่อคนไข้เสมอ ซึ่งท่านก็เป็นแบบอย่างที่ดี แนะนำให้คำสั่งสอนนักเรียนแพทย์ ในทุกๆ รุ่นที่ผ่านการสอน และในแต่ละรุ่นก็ซึมซาบความดีงามเหล่านี้ จากท่านได้อย่างดี ดิฉันอยากให้ทางโรงพยาบาล ได้รับรู้ว่าเป็นการโชคดีมากที่ทางโรงพยาบาลได้มีอาจารย์แพทย์ดีๆ เช่นนี้อยู่ในโรงพยาบาล แต่น่าเสียดายที่วาระเกษียณงานของท่านต้องมาถึงแล้ว จากนี้ไปดิฉันได้เพียงแต่หวังว่า ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีจะมีอาจารย์แพทย์ที่ดีเช่นนี้อีก

       ส่วนตัวดิฉันเองได้รู้จักอาจารย์มาได้ประมาณ 6 ปีกว่าๆ แล้ว ทุกครั้งที่พาลูกไปหาท่าน จะรักษาคนไข้ไม่ว่ามีฐานะที่ดี หรือคนที่มีฐานะค่อนข้างลำบาก ท่านก็จะให้ความห่วงใยและรักษาคนไข้ด้วยดีเสมอมา ท่านไม่เคยหวังค่ารักษามากมายจากคนไข้ และทุกครั้งหลังการรักษาท่านจะแนะนำให้คุณธรรมในการดำรงชีวิตเสมอๆ ซึ่งดิฉันได้นำคุณธรรมจากการแนะนี้นำมาใช้ โดยมีประโยคหนึ่งว่า “คนเก่ง คนสวย คนรวย ไม่สำคัญเท่ากับคนๆ นั้นต้องเป็นคนดี” ความหมายของประโยคนี้มีใจความกว้างมากต่อการใช้ชีวิตตัวเองไม่ให้เป็นภาระต่อสังคม และต่อครอบครัวของตนเอง

       แต่แล้วในที่สุด ลึกๆ ในหัวใจดิฉัน มีความดีใจอยู่บ้างว่าอาจารย์ก็จะได้มีเวลาพักผ่อนกับชีวิตครอบครัว ซึ่งท่านก็ได้สละเวลามามากให้กับสังคม ให้กับการดูแลเอาใจใส่ เอื้ออาทรคนไข้เป็นอย่างดี ตลอดการทำงานที่ผ่านมา จึงได้แต่ภาวนาขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้ท่านได้มีความสุขกายสบายใจกับครอบครัวหลังจากที่ได้เกษียณแล้ว

ด้วยความเคารพอย่างสูง
วิลาวัลย์ ทองเชื่อมและครอบครัว